วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2557

Dropbox คืออะไร?

Dropbox เป็นเครื่องมือที่ทำให้สามารถ เรียกใช้ ไฟล์งานต่างๆ ของเราเอง หน่วยงานเพื่อ share file ได้ ทุกที่ ทุกเวลา ไม่ว่าจะอยู่ที่แห่งไหน ใช้คอมพิวเตอร์ Notebook, PC หรือ มือถือ ก็สามารถเข้าถึงไฟล์งานได้อย่างง่ายดาย และตรงกันเสมอ ไม่ว่าจะมีการเพิ่ม ลด แก้ไข ไฟล์ใดๆ ใน Folder ของ Dropbox

Dropbox ดีอย่างไร?

Dropbox มีข้อดีต่างๆ มากมาย ที่ช่วยให้ชีวิตประจำวัน หรือการทำงานสะดวกยิ่งขึ้น ดังนี้
ทำให้ตรงกัน (Synchronize) Dropbox จะทำไฟล์ใน Folder Dropbox ให้ ‘ตรงกันเสมอ’ (Synchronize) โดยมีพื้นที่ฟรีให้มากถึง 2GB และใช้ได้ทั้งบน Windows, Mac, Linux, มือถือ และ Web-based. ไม่ว่าไฟล์ๆ นั้น จะถูกแก้ไขเพิ่มเติมเมื่อใด Dropbox จะรู้และ Update ให้กับเครื่องอื่นๆ อัตโนมัติทันที
แบ่งปันไฟล์ (File Sharing)

แชร์โฟลเดอร์ต่างๆ ให้กับคนอื่นๆ เพื่อให้ ‘ทำงานร่วมกันได้’ (Collaboration) นอกจากนี้ ยังสร้าง Public Link ให้ผู้ใช้คนอื่นๆ สามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายดาย
สำรองข้อมูล (Online Backup)

Dropbox ทำให้คุณหมดห่วงเรื่อง สำรองข้อมูล เพราะ Dropbox ทำให้คุณอย่างอัตโนมัติโดยคุณไม่ต้องกังวลใดๆ เลยเข้าผ่านเว็บไซต์ (Web Access) ไฟล์อีกชุดนึง จะเก็บไว้บน Internet เพื่อให้คุณเข้าถึงไฟล์ได้ทุกสถานที่ ที่ Internet สามารถเชื่อมต่อได้ และมีความปลอดภัยสูง
ต้องมี account gmail เพื่อการใช้งาน สามารถ download software มาติดตั้งที่เครื่องและเริ่มใช้งานได้ทันที

ที่มา : http://dit.csc.ku.ac.th

วันพุธที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2557

5 สิ่งที่ไม่ใช่ คลาวด์คอมพิวติ้ง

ป็นที่ทราบกันดีว่าอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศได้เคลื่อนผ่านจากยุคพีซีเข้าสู่ยุคคลาวด์คอมพิวติงในหลายทาง โดยคลาวด์คอมพิวติงถือว่าเป็นตัวแทนของการส่งผ่านข้อมูลและบริการทางไอทีแบบใหม่ของผู้ใช้ ซึ่งถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญว่าแอพพลิเคชันและระบบและการบริการต่างๆ ถูกพลิกโฉมไปจากอดีตอย่างไรบ้าง
ทั้งนี้ การก้าวผ่านสู่เทคโนโลยีคลาวด์คอมพิวติงถือเป็นการแทนที่ทางเทคโนโลยีสารสนเทศนับตั้งแต่การเปลี่ยนจากเมนเฟรมเป็น Client-Server หรือจะเป็น AI Gore invented the internet เป็นต้น ในขณะที่องค์กรไอทีที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนาน เช่น ‘Oracle’s commander in chief declared it fad’ ก็ถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่มีมายาวนานและยังคงอยู่ในปัจจุบันส่วนอีกด้านหนึ่งคือยุคใหม่ของไอทีแห่งอนาคต
การเคลื่อนผ่านของเทคโนโลยีคลาวด์คอมพิวติงนั้นเริ่มตั้งแต่ทศวรรษที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม มีการเข้าใจผิดเป็นอย่างมากเกี่ยวกับคลาวด์คอมพิวติงในตลาดไอที รวมถึงเป็นเรื่องยากที่องค์กรจะแยกแยะว่าอะไรที่เป็นเรื่องจริงและอะไรที่ไม่ได้ช่วยให้องค์กรเหล่านั้นพัฒนากลยุทธ์ของคลาวด์คอมพิวติง รวมถึงการศึกษาเกี่ยวกับเทคโนโลยีของคลาว์คอมพิวติงที่มีการออกแบบเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะเพื่อตอบสนองภาวะการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีนี้ ดังนั้น สิ่งสำคัญที่ควรรู้ก็คือ การรู้ว่าคลาวด์คอมพิวติงคืออะไร พูดง่าย ๆ คือแยกแยะว่าอะไรที่ใช่และไม่ใช่ รวมถึงทำให้บรรดาไอทีทั้งหลายเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโยลีคลาวด์คอมพิวติงมากขึ้น
ผมจะไม่ให้คุณเพิ่มนิยามหรือความหมายใดใดของคลาวด์คอมพิวติง แต่ลองหันมาทำความเข้าใจกับ 5 อย่างที่ไม่ใช่คลาวด์คอมพิวติงแทน และ 5 อย่างที่ผมว่า คือ
1. คลาวด์คอมพิวติงไม่ใช่สถานที่ หลายคนมักพูดว่าการเคลื่อนย้ายข้อมูลไปยังคลาวด์คอมพิวติงก็เหมือนการย้ายไปยังอีกเมืองหนึ่ง ซึ่งคลาวด์คอมพิวติงไม่ใช่สถานที่หากแต่เป็นที่ไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นใน Data Center ของคุณหรือใครก็ได้ เป็นต้น ซึ่งองค์กรที่เชื่อว่าการก้าวไปสู่กลยุทธ์ที่ทิ้งมรดกทางแอพพลิเคชันและระบบต่าง ๆ จะตกอยู่ในภาวะตื่นจากภวังค์ ซึ่งสิ่งสำคัญประการเดียวสำหรับสถานประกอบการหรือบริษัทในการเตรียมตัวขององค์กรสำหรับคลาวด์คอมพิวติงคือการทำความเข้าใจว่าคลาวด์คอมพิวติงคือ การส่งข้อมูลแบบใหม่,การเสพข้อมูลและการนำบริการ IT มาใช้ให้เกิดความว่องไว, มีประสิทธิภาพและคุ้มค่าซึ่งล่องลอยอยู่ในอากาศทั้ง Public Cloud, Private Cloud หรือ Hybrid Cloud หากมองคลาวด์คอมพิวติงแบบองค์รวมแล้ว องค์กรหรือบริษัทสามารถใช้ประโยชน์เพื่อประหยัดด้านงบประมาณ, ด้านความเป็นส่วนตัวขององค์กร, ด้านภูมิศาสตร์และความต้องการโดยรวมในเชิงธุรกิจได้เป็นอย่างดี
2. คลาวด์คอมพิวติงไม่ใช่เซิร์ฟเวอร์แบบเสมือน ถึงแม้หลายคนจะเชื่อและแม้ว่ามีใครหลายคนบอกท่านว่าคลาวด์คอมพิวติงคืออะไรก็ตาม แต่คลาวด์คอมพิวติงก็ไม่เหมือนกับ Next-Gen Server Virtualization แน่นอน ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้ผมแปลกใจไปเลยเพราะจากการการที่หลาย ๆ คนเชื่อว่าการทำให้ Data Center เสมือนจริงจะเป็นการสร้าง Private Cloud ซึ่งมีผู้จำหน่ายบางรายพยายามที่จะไม่ให้ความกระจ่างชัดต่อเรื่องนี้หนำซ้ำยังพยายามโน้มน้าวลูกค้าว่า vCenter ของตนเองนั้นสามารถรับส่งข้อมูลแบบ Private Cloud ได้ ในทางตรงกันข้าม การกล่าวข้างต้นคือการกล่าวเกินจริงอย่างโหดร้ายต่อนิยามของคำว่าคลาวด์คอมพิวติงเป็นที่สุด
หากท่านศึกษากรณีของ Amazon ที่ได้สร้างสถาปัตยกรรมคลาวด์คอมพิวติงเป็นของตนเอง จะเห็นได้ชัดเลยว่ายังมีข้อแตกต่างบางประการระหว่าง Server Virtualization และสถาปัตยกรรมคลาวด์คอมพิวติงของจริง เพราะขณะที่ Amazon ใช้ Xen Virtualization Technology สมองของสถาปัตยกรรมนี้ก็มาพร้อมกับ Layer ใหม่ของซอฟท์แวร์ ซึ่ง Amazon พยายามสร้างขึ้นมาเพื่อสร้าง Control Plane ใหม่และ Cloud Orchestration Layer ใหม่ที่สามารถจัดการทรัพยากรทั้งหมดของ Infrastructure ผ่านทาง Data Center ได้ ไม่ว่าจะเป็น Compute, Storage, Networking เป็นต้น ที่ถือเป็นหัวใจหลักของการแทนที่เทคโนโลยีคลาวด์คอมพิวติงจนนักวิเคราะห์บางคนกล่าวถึงปรากฏการณ์นี้ว่าเป็น “Hypervisor of Hypervisor” หรือ “ New Software Category of Cloud System Software ”
ในความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือ ผู้ที่มีบทบาทสำคัญบางคนได้ใช้งานคลาวด์คอมพิวติงโดยปราศจาก Server Virtualization ดังเช่นกรณีของ Google ที่สามารถใช้งานสถาปัตยกรรมคลาวด์คอมพิวติงโดยไม่ใช้ Server Virtualization แต่ใช้ Bare Metal แทน ดังนั้นแม้ Virtualization จะเป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับคลาวด์คอมพิวติงแต่ก็ไม่ได้เป็นที่ต้องการเสมอไป
3. คลาวด์คอมพิวติงไม่ใช่เกาะ ไม่ว่าคุณกำลังอ่านอะไรก็ตาม คุณก็จะได้ยินคำว่า Public Cloud และ Private Cloud อย่างหนาหูเลยทีเดียวและอาจจะรู้สึกว่าบริษัทจะต้องตัดสินใจต่อทิศทางการค้าส่งทั้งหมดก็เป็นได้ แต่เดี๋ยวก่อน! คลาวด์คอมพิวติงไม่ใช่เกาะที่คุณจะทิ้งบริการไอทีทุกสรรพสิ่งลงไปแล้วปล่อยให้สูญเสียการเชื่อมต่อและการเข้าถึงเสียเมื่อไหร่ ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ Amazon outage ได้พิสูจน์แล้วว่าเรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญสำหรับองค์กรในการที่จะกระตุ้นคลาวด์คอมพิวติงให้ถึงขีดสุด ซึ่งกลยุทธ์คลาวด์คอมพิวติงที่ถูกต้องจะเป็นฟันเฟืองหนึ่งที่ช่วยให้มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีแบบผสมผสาน (Hybrid Approach) พร้อมกับความสามารถในการเชื่อมต่อไปยัง Private และ Public Clouds ได้อย่างง่ายอีกด้วย แม้แต่การเคลื่อนไหวของ NASA to include Amazon Web Services ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคลาวด์คอมพิวติงของ NASA ได้เปิดตัวภายหลังการลงทุนครั้งใหญ่ด้านการเพิ่มศักยภาพทางเทคโนโลยีในองค์กร เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าตลาดสำหรับคลาวด์คอมพิวติงกำลังเปิดและสามารถใช้งานในแบบ Multi-Cloud Environment ได้อีกด้วย
4. คลาวด์คอมพิวติงไม่ใช่การสั่งการแบบ Top-Down คลาวด์คอมพิวติงมาแทนที่การรับส่งข้อมูลทาง IT แบบเดิม โดยมีเส้นทางธุรกิจเป็นตัวแปรนำในการตัดสินใจสู่การเดินหน้าไปยังยุคคลาวด์คอมพิวติงและด้วยความต้องการเจาะจงเข้าสู่ตลาดโดยเร็วนี่เองทำให้ผู้นำทางธุรกิจต่าง ๆ ได้ใช้บริการคลาวด์คอมพิวติงเพื่อหลีกเลี่ยงกระบวนการรับส่งข้อมูลทางไอทีแบบเดิม แต่ก็นั่นแหล่ะ มันก็ไม่ใช่สาระที่เราจะต้องไปสำรวจ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วแค่เรื่องการรูดบัตรเครดิตและการสร้างบัญชีของผู้ใช้ให้สามารถเข้าไปในระบบไอทีได้ทันทีแบบไร้ขีดจำกัดเพื่อทดสอบแนวคิดใหม่นี้ หรือจะเป็นการทำงานที่มีความว่องไวมากขึ้นต่างหากเป็นส่วนสำคัญที่บอกว่าคลาวด์คอมพิวติงทรงพลังมากเพียงใด คุณสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมในบทความที่ผมเขียนเรื่อง Consumerization of IT ที่กำลังสนับสนุนเรื่องนี้อยู่ ตอนนี้ผู้ใช้ก็พร้อมแล้วเหลือเพียง C-level offices ที่พยายามปรับตัวให้ทันกับเทคโนโลยีเหล่านี้อยู่ ซึ่งคนที่จับกระแสของคลาวด์คอมพิวติงมาแต่ต้นจะเป็นผู้ที่ใช้งานคลาวด์คอมพิวติงเฉกเช่นอาวุธที่ทรงประสิทธิภาพก่อนคู่แข่งรายอื่น ๆ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เห็นทีคลาวด์คอมพิวติงคงไม่ใช่ปรากฏการณ์แบบ Top-down หากแต่เป็น Bottoms-up เสียมากกว่า
5. คลาวด์คอมพิวติงไม่ใช่กระแสโปรโมต จากที่ผมเขียนบทความนี้ ผมได้กล่าวถึงข้อมูลผิด ๆ เกี่ยวกับคลาวด์คอมพิวติงที่ไหลบ่าสู่ตลาดไอทีทำให้เกิดการชะลอตัวเรื่องการนำคลาวด์คอมพิวติงมาใช้ในบางองค์กร โดยผมมีโอกาสพูดคุยกับคนในหลายองค์กรซึ่งบางคนก็ยังไม่เชื่อเรื่องคลาวด์คอมพิวติงและยังคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัวอีกต่างหาก แต่ก็ไม่ต้องสงสัยเลยที่เริ่มมีการพูดถึงชัยชนะของคลาวด์คอมพิวติงโดยหลัก ๆ แล้วมาจากจิตใจและความคิดของนักพัฒนาระบบไม่ว่าจะเป็นการเปิดเผยแหล่งที่มาของคลาวด์คอมพิวติงให้บุคคลภายนอกได้ใช้หรือ Beta product ซึ่งในความเป็นจริงคลาวด์คอมพิวติงนั้นพร้อมสำหรับการนำไปใช้งานแล้ว ดังจะเห็นได้จาก Citrix ที่มีมากกว่า 100 องค์กรที่ขับเคลื่อนคลาวด์คอมพิวติงในตอนนี้หรือองค์กรอย่างเช่น AutoDesk, Edmunds.com, Nokia, Chatham Financial และอื่นๆ อีกมากมายต่างก็ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอันทรงพลังนี้
สิ่งที่ผมอยากแนะนำเกี่ยวกับคลาวด์คอมพิวติงให้กับองค์กรต่าง ๆ ก็คือการเรียนรู้จากองค์กรอื่นที่ได้ใช้คลาวด์คอมพิวติงให้เกิดศักยภาพสูงสุดในการช่วยรับส่งข้อมูลและบริการทางไอทีในองค์กรของตนเองเป็นตัวอย่างนั่นเอง
อย่าเพิ่งเบื่อไปก่อนล่ะ เพราะนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นประเด็นคลาวด์คอมพิวติงเท่านั้น ยังมีอีกหลายประเด็นที่เราจะต้องถกกันต่อไปในสัปดาห์ เดือนหรือปีที่ใกล้จะมาถึง (เช่นประเด็นที่ว่าคลาวด์คอมพิวติงไม่ได้เป็น Infrastructure หรือ Service Provider เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เป็นต้น) แต่ทั้งหมดของบทความที่ผมเขียนมา ก็ด้วยวัตถุประสงค์ที่ต้องการช่วยให้องค์กรและตลาดไอทีมีความเข้าใจว่าอะไรที่ใช่และอะไรที่ไม่ใช่คลาวด์คอมพิวติงครับ

ที่มา : http://www.value.co.th/th/service/articles/5things.htm

วันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

คลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) เทคโนโลยีไฮไลท์ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และรูปแบบการทำงานในโลกดิจิตอล

ด้วยความที่คลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) เป็นเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ ขององค์กรทั้งในเรื่องของการลงทุนด้านเทคโนโลยี เรื่องประสิทธิภาพการใช้งานระบบ และรวมถึงเรื่องของการตอบโจทย์รูปแบบการทำงานในโลกสมัยใหม่ที่สามาาถทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา กอปรกับความรู้ความเข้าในของผู้ใช้งานที่มีต่อคลาวด์คอมพิวติ้งที่มีเพิ่มมากขึ้นและให้ความไว้วางใจในระบบนี้มากขึ้น จึงทำให้คลาวด์คอมพิวติ้งยังคงเป็นเทคโนโลยีไฮไลท์ในปีนี้ในภูมิภาคนี้และในประเทศไทย
บริษัทวิจัยไอดีซี (International Data Corporation) ได้คาดว่าคลาวด์คอมพิวติ้งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยกเว้น ญี่ปุ่นจะเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจอย่างมากในฐานะที่ตอบโจทย์ในเรื่องของการนำเสนอบริการที่สอดคล้องทั้งการให้บริการในปัจจุบันและบริการใหม่ ๆ ทำให้ธุรกิจการให้บริการคลาวด์ในส่วนที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางด้านไอทีซึ่งจะมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วในปี 2554 และจะมีการเสนอบริการคลาวด์ใหม่ ๆ เข้าสู่ตลาด โดยผู้ใช้งานก็เริ่มจะมองการณ์ไกลขึ้นสำหรับการให้บริการพื้นฐานของ Software-as-a-Service (SaaS) และ Infrastructure-as-a-Service (IaaS) เพื่อเป็นแหล่งของการให้บริการเชิงธุรกิจ ซึ่งจะช่วยทำให้องค์กรเสริมสร้าวความแข็งแกร่งของตนเองได้อย่างรวดเร็วในภาวะเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัว

จากรายงานล่าสุดของไอดีซี เรื่อง "Asia/Pacific (Excluding Japan) Cloud Services and Technologies 2011 Top 10 Predictions: Dealing with Mainstream Cloud" ไอดีซีได้ศึกษาแนวโน้มหลัก ๆ ที่คาดว่าจะส่งผลต่อคลาวด์คอมพิวติ้งกับระบบไอทีในองค์กรต่าง ๆ ของภูมิภาคนี้ในปี 2554 ประเทศในภูมิภาคนี้ยังคงมีความแตกต่างกัน ในหลาย ๆ ด้านเมื่อเทียบกับภูมิภาค อื่น ๆ ทั่วโลก และ แผนงานสำหรับการประยุกต์ใช้งานคลาวด์ในอนาคตจะแตกต่างกันไปตามลักษณะที่ถูกกำหนดขึ้นจากงบประมาณที่จำกัด และ กฎหมายของแต่ละประเทศ

แต่แนวโน้มที่สำคัญประการหนึ่ง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นแรงผลักดันมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และ อีกส่วนหนึ่งมาจากความพร้อมของการให้บริการคลาวด์คอมพิวติ้ง ซึ่งจะกลายเป็นเรื่องที่คนกลับมาสนใจลงทุนเทคโนโลยีนี้อีกครั้ง เพื่อการปรับปรุงระบบไอทีในองค์กรต่าง ๆ ใช้ผลักดันการเสริมสร้างธุรกิจใหม่ ๆ และยังใช้เป็นตัวเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับองค์กรได้
ความพร้อมของการให้บริการคลาวด์เป็นแรงส่งให้กับแนวโน้มดังกล่าวนี้ องค์กรส่วนมากจะมีโครงสร้างไอทีที่มีลักษณะเป็นลำดับชั้น ซึ่งบริการในรูปแบบของคลาวด์ก็จะ เปิดให้บริการตามลำดับต่าง ๆ เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นในรูปของ Infrastructure Platforms และ Applications-as-a-Service แต่เมื่อการให้บริการคลาวด์เริ่มจะถึงภาวะอิ่มตัว ไอดีซี มองต่อไปในเรื่องของรูปแบบของการให้บริการคลาวด์ว่าจะมีความซับซ้อนขึ้น โดยจะมีการรวมเรื่อง ขั้นตอนการดำเนินธุรกิจ การให้คำปรึกษา การออกแบบ และ การบริหารจัดการเข้ามาด้วย
คริส มอริส ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย ด้านเทคโนโลยีคลาวด์และเซอร์วิส ประจำ ไอดีซี เอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า หน้าที่ความรับผิดชอบที่สำคัญของ ซีไอโอ จะขยายขอบเขตกว้างขึ้นไปจากเดิม ที่ทำหน้าที่ส่วนใหญ่ในการตรวจสอบผู้ให้บริการในแง่ของประสิทธิภาพการทำงานและการปฏิบัติตามข้อตกลง บทบาทของ ซีไอโอในอนาคตจะมุ่งเน้นเชิงธุรกิจมากขึ้น และจะเน้นเกี่ยวกับการบริหารสัญญาและการสร้างความสัมพันธ์

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีก็ยังเป็นสิ่งจำ เป็นอย่างแท้จริงเพื่อทำให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้ ไม่ว่าจะเป็น คลาวด์ส่วนตัว คลาวด์ประเภทไฮบริด หรือ คลาวด์สาธารณะ หรือแม้กระทั่งบนแพลตฟอร์มของไอทีแบบดั้งเดิม เทคโนโลยีก็ยังเป็นศูนย์กลางของการเปลี่ยนแปลงนี้ที่มีผลต่อไอทีที่กำลังถูกมองว่าไม่ก่อให้เกิดบริการใด

ในปีนี้จะเห็นความเคลื่อนไหวของยักษ์ใหญ่ในวงการโทรคมนาคมผนึกกำลังกับยักษ์ใหญ่ด้านซอฟต์เพื่อขับเคลื่อนให้บริการคลาวด์คอมพิวติ้ง เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในภูมิภาคเอเชียและในประเทศไทย ตัวอย่างเช่นความเคลื่อนไหวของยักษ์โทรคมนาคม บริษัท สิงคโปร์ เทเลคอมมูนิเคชั่นส์ จำกัด (สิงเทล) จับมือวีเอ็มแวร์ เปิดตัวโซลูชั่นคลาวด์แบบออนดีมานด์ SingTel PowerON Compute ที่ขับเคลื่อนด้วยบริการ VMware vCloud Datacenter Service ช่วยลูกค้าองค์กรประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึง 73 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นโซลูชั่นการประมวลผลไฮบริด คลาวด์ ( Hybrid Cloud ) ระดับองค์กรจะช่วยให้ลูกค้าสามารถอัพเกรดทรัพยากรไอที โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากหรือรับมือกับปัญหาความยุ่งยากซับซ้อนในการจัดซื้อและจัดการเซิร์ฟเวอร์และ ระบบต่างๆ เพิ่มเติม และดังนั้นจึงสามารถลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้ถึง 73 เปอร์เซ็นต์บริษัทต่างๆ จะสามารถขยายทรัพยากรของโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์แบบส่วนตัวที่มีอยู่ไปสู่ระบบคลาวด์สาธารณะได้อย่างไร้รอยต่อ โดยไม่ต้องวุ่นวายกับการติดตั้งและเปลี่ยนแปลงซอฟต์แวร์แอพพลิเคชั่นอีกครั้ง นั่นหมายความว่าลูกค้าจะสามารถใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากโครงสร้างพื้นฐานไอทีที่ได้ลงทุนไปก่อนหน้านี้ ควบคู่ไปกับการใช้ทรัพยากรคลาวด์คอมพิวติ้งแบบออนดีมานด์บนระบบสาธารณะโดยเสียค่าใช้จ่ายตามปริมาณการใช้งานจริง

อีกตัวอย่างหนึ่ง คือความร่วมมือระหว่าง 2 ผู้นำทางด้านไอที บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นำเสนอบริการคลาวด์คอมพิวติ้งสู่องค์กรธุรกิจไทยด้วยบริการคลาวด์คอมพิวติ้งแบบครบวงจร ด้วยดิจิตัลคอนเทนท์ โฮมเอนเตอร์เทนเมนท์ อีเมล เครื่องมือในการติดต่อสื่อสารและการทำงานร่วมกัน

ความร่วมมือระหว่างดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาคลาวด์คอมพิวติ้งเพื่อช่วยผลักดันให้เกิดการบริการที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และเพิ่มทางเลือกและคุณค่าทางธุรกิจที่มากขึ้นให้กับผู้ใช้งาน ทั้งนี้ การผนึกกำลังดังกล่าวจะช่วยสร้างประโยชน์อย่างมหาศาลให้กับอุตสาหกรรมของประเทศด้วยผลิตภัณฑ์และบริการยุคใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ทั้งยังช่วยยกระดับไลฟ์สไตล์และรูปแบบการทำงานของผู้ใช้งานชาวไทยไปสู่การใช้งานทางธุรกิจได้
คาดว่าภายในปีนี้จะได้เห็นรูปแบบความร่วมมือในลักษณะนี้ที่ผนวกกับซอฟต์แวร์ที่หลากหลายทั้งจากในและต่างประเทศกับผู้ให้บริการโทรคมนาคม เพื่อนำเสนอบริการการใช้งานคลาวด์คอมพิวติ้งได้ในหลากหลายช่องทางและอุปกรณ์เพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน
credit : Software Park Thailand
ที่มา : http://www.pantipplaza.com/page.php?aid=463&tmid=8&bu=&m=&lan=

วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

Cloud Computing ในประเทศไทย

ใครๆก็สามารถตั้งตนเป็นผู้ให้บริการ Cloud Computing ได้ ขอเพียงแต่สามารถลงทุนเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน และมีซอฟต์แวร์และระบบบริหารจัดการทรัพยากรคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งสามารถจัดหาวงจรอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเพื่อเชื่อมต่อไปโครงข่าย Cloud Computing เข้าด้วยกัน ในกรณีที่มีการแยกอาคารสถานที่ติดตั้ง
การพัฒนาขีดความสามารถของโครงข่ายสื่อสารข้อมูล โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และหากจะให้ดีก็น่าจะเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ใยแก้วนำแสง ซึ่งปัจจุบันรองรับด้วยเทคโนโลยี FTTH (Fiber To The Home) จะช่วยทำให้องค์กรธุรกิจหรือหน่วยงานต่างๆ สามารถเชื่อมต่อกับผู้ประกอบการ Cloud Computing ด้วยวงจรสื่อสารความเร็วสูง และจะได้ลดข้อจำกัดในเรื่องของความเร็วในการเชื่อมต่อลงได้ อาจกกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า นอกเหนือจากพฤติกรรมหรือไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่นิยมการใช้งานอินเทอร์เน็ตเพื่อรับสื่อมัลติมีเดียแล้ว กระแสความนิยมในบริการ Cloud Computing ของภาคธุรกิจหรือหน่วยงานต่างๆ ก็จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ผลักดันให้มีการขยายเพิ่มขีดความสามารถของโครงข่ายบรอดแบนด์ในประเทศไทย

           ปัจจุบันมีบริษัทขนาดเล็กหลายแห่งในประเทศไทย ลงทุนสร้างเครือข่าย Cloud Computing รับประมวลผลให้กับลูกค้าองค์กรที่เป็นบริษัทขนาดย่อมๆ กันแล้ว เมื่อใดก็ตามที่กระแสความนิยมในเทคโนโลยี Cloud Computing ในบ้านเราเปิดกว้างมากขึ้น ประกอบกับการขยายขีดความสามารถของเครือข่ายบรอดแบนด์อย่างต่อเนื่อง เราจะได้เห็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดของธุรกิจใหม่นี้อย่างแน่นอน เชื่อได้เลยว่าอนาคตที่ว่านั้นอยู่ไม่ไกลเกินไปนัก 

วันเสาร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ถึงเวลาที่ต้องรู้จัก คลาวด์ (Cloud computing)

      นึกภาพก้อนเมฆที่อยู่บนท้องฟ้า ซึ่งมีมากมายกระจัดกระจายอยู่บนท้องฟ้า จินตนาการไปว่า มีเมฆก้อนหนึ่ง ก้อนเล็กๆ ที่เราสามารถจับจองเป็นเจ้าของได้ สามารถเอาอะไรก็ได้ไปเก็บไว้บนเมฆของเรา โดยมีไม้ยาวๆ คอยเกี่ยวของขึ้นไปแขวนไว้บนนั้น ทีนี้ลองหยิบหนังสือเล่มใหญ่ๆ ที่ยังอ่านไม่จบ เพราะได้เวลาเดินทางไปทำงานแล้ว ขึ้นไปแขวนไว้บนเมฆ แล้วเราก็เดินทางไปทำงานโดยไม่ต้องหอบหิ้วเอาหนังสือเล่มนั้นมาด้วยให้หนัก มือ พอถึงที่ทำงานได้เวลาพัก แล้วอยากจะอ่านหนังสือเล่มนั้น ก็เพียงใช้ไม้สอยหนังสือที่แขวนไว้บนเมฆลงมาอ่านต่อได้ทันที นี่ล่ะ ความสะดวกจากเทคโนโลยี คลาวด์ คอมพิวติ้ง 


      ก้อนเมฆที่พูดถึง ก็คือแหล่งจัดเก็บข้อมูลของเรา ส่วนไม้ที่ใช้สอย ก็คือ อินเตอร์เน็ต ที่เราต้องออนไลน์เพื่อที่จะดึงข้อมูลที่เก็บไว้มาใช้งาน แล้วมันต่างจากบริการฝากไฟล์ตรงไหน? วิธีการทำงานอาจจะคล้ายกัน แต่ขั้นตอนความสะดวกนั้น Cloud มีประสิทธิภาพสูงกว่ามาก การฝากไฟล์ในรูปแบบเดิม จะรับฝากไฟล์ที่สำเร็จรูปแล้ว เช่น รูปภาพ, เสียง, วีดีโอ, ไฟล์ที่ถูกบีบอัด เป็นต้น แล้วเวลาจะใช้งาน ก็ต้องดาวน์โหลดลงมาก่อนซึ่งจะเสียเวลามาก แต่สำหรับการจัดเก็บไฟล์ไว้กับ Cloud computing เราสามารถจัดการไฟล์ต่างๆ ได้เหมือนการจัดการไฟล์ในคอมพิวเตอร์ ดังนั้นเราสามารถเข้าไปใช้งานไฟล์ต่างๆ บนเมฆได้ทันที โดยไม่ต้องดาวน์โหลดลงมา แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าผู้ให้บริการ Cloud computing ที่เราใช้งานจะให้บริการในด้านไหน 



ที่มา : http://www.ilovetogo.com/Article/111/2954

วันอาทิตย์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

มารู้จักกับคลาวด์คอมพิวติ้ง


แนวความคิดของคลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud computing) เป็นการเข้าใช้บริการจากระบบคอมพิวเตอร์ผ่านทางการออนไลน์ โดยที่ผู้ใช้บริการไม่จำเป็นต้องรู้ว่ามีทรัพยาการมากน้อยแค่ไหน หรือคอมพิวเตอร์ตั้งอยู่ที่ใด ไม่ต้องสนใจเรื่องการจัดการทรัพยากรโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที (IT Infrastructure) นั้นๆ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ระบบอีเมลฟรีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Google Mail (gmail) หรือ Yahoo Mail เป็นต้น

นิยามของคลาวด์คอมพิวติ้ง

คลาวด์คอมพิวติ้ง เป็นลักษณะของระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในรูปแบบของการระจายตามพื้นที่ต่างๆ มีการเชื่อมต่อกันเป็นระบบคลัสเตอร์ (Cluster Network) ผ่านการจัดสรรทรัพยากรด้วยเทคโนโลยีเวอร์ชวลไลเซชั่น (Virtualization) เพื่อให้ตอบสนองงานบริการต่างๆ ให้รองรับกับจำนวนผู้ใช้งานจำนวนมากที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงมีระบบการจัดสรรทรัพยากรต่างๆ ให้เหมาะสมกับผู้ใช้บริการประเภทต่างๆได้ด้วย ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด Software as a service (SaaS)

ลักษณะเด่นของระบบคลาวด์

  • Capital expenditure: ประหยัดงบประมาณในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที
  • Device and location independence: ไม่จำกัดสถานที่ในการใช้งานและอุปกรณ์ แค่สามารถออนไลน์เข้าอินเทอร์เน็ตได้ก็สามารถใช้งานคลาวด์คอมพิวติ้งได้เลย
  • Multi-tenancy: กลุ่มผู้ใช้งานมีความต้องการการใช้งานไม่เท่ากัน ทำให้ประหยัดในการลงทุนเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ในการใช้งานในคลาวด์คอมพิวติ้ง
  • สามารถจัดการหรือปรับเปลี่ยนระบบได้ง่าย (Sustainability) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งาน (Performance) หรือประหยัดการใช้งานทรัพยกรต่างๆ โดยไม่ต้องใช้วิศวกรที่มีความสามารถสูง ลดภาระด้านการจ้างบุคคล
  • ระบบคลาวด์คอมพิวติ้งจะทำให้ตัวเองกลายเป็นระบบการทำงานต่อเนื่องได้ตลอดเวลา แม้เครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายจะล่มไปบ้าง
  • Scalability: ระบบคลาวด์ออกแบบให้รองรับการขยายตัวของระบบได้ง่าย เพื่อรองรับปริมาณและความต้องการของผู้รับบริการ
  • Security: มีระบบการรักษาความปลอดภัย เพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถมั่นใจในการใช้งาน
  • Maintainability: สามารถปรับปรุงระบบหรือซ่อมแซมได้ง่าย เพราะใช้จัดการจากส่วนกลางทั้งหมด

ส่วนประกอบของคลาวด์คอมพิวติ้ง

  • Client: อุปกรณ์สำหรับเข้าใช้งานคลาวด์คอมพิวติ้ง เช่น Mobile, Thin Client
  • Services: บริการต่างๆที่เปิดให้บริการบนคลาวด์คอมพิวติ้ง เช่น Web service
  • Application: บริการ Software ต่างๆ ที่เปิดให้ใช้งานบนคลาวด์ โดยที่ผู้ใช้บริการไม่จำเป็นต้องลง Software ไว้บนเครื่องของตัวเอง อาจมีการใช้งานรวมกับ Services ด้วย
  • Infrastructure: โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับกับระบบคลาวด์ โดยใช้ร่วมกับเทคโนโลยีเวอร์ชวลไลเซชั่น (Virtualization)
  • Platform: เลือกเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้งาน โดยอาจจะเลือกจาก Open Source หรือ Open System ที่มีหลากหลายในท้องตลาด
  • Storage: เป็นปัจจัยหลักในการให้บริการ โดยอาจจะให้บริการพื้นที่จัดเก็บข้อมูล หรือรวมไปถึงการให้บริการด้านระบบฐานข้อมูลด้วย
  • Standard: ระบบคลาวด์เป็นระบบที่สร้างจาก Open Source หรือ Open System เป็นหลัก ควรเลือก standard ต่างๆที่สามารถปรับเปลี่ยน หรือโยกย้ายได้ง่าย

ผู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบคลาวด์คอมพิวติ้ง

จำแนกตามบทบาทและหน้าที่
  • Provider (ผู้ให้บริการ): ผู้ดูแลและจัดการระบบคลาวด์คอมพิวติ้ง จัดสรรทรัพยากรต่างๆในระบบให้เกิดการใช้งานอย่างคุ้มค่า รวมถึงคาดเดาความต้องการต่างๆในอนาคตให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ที่เข้ามาใช้บริการ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ Amazon.com ซึ่งเป็นผู้ให้บริการคลาวด์รายแรก โดยมีจุดเด่นที่ระบบมีความง่ายและปรับเปลี่ยนรูปแบบได้อย่างรวดเร็ว และเก็บค่าใช้งานตามจริง
  • User (ผู้ที่เข้ามาใช้การบริการ): เป็นผู้เช่าใช้ระบบอย่างเดียว ไม่ต้องกำหนดหรือวางแผนเรื่องการลงทุนด้านทรัพยากรโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที ไม่ต้องกังวลเรื่องการดูแลทรัพยากร เพียงวางแผนและจัดสรรการใช้งานให้เพียงพอกับความต้องการหรือจำเป็นต้องใช้งานจริงๆ ทำให้องค์กรประหยัดค่าใช้จ่ายเรื่องไอทีได้มาก